กำเนิดพระพุทธรูป

การดำริสร้างรูปเหมือนหรือพระพุทธรูปเพื่อการสักการะบูชานั้น มีมาตั้งแต่ก่อนพุทธศก ๓๕ ปี ในคราวที่พระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ทรงประทับจำพรรษา ณ พระเชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี ในพรรษาที่ ๑๐ (ใน ๔๕ พรรษา พระพุทธองค์ทรงประทับจำพรรษาที่พระเชตวันมหาวิหารนานที่สุด คือ ๑๙ พรรษา)

     เนื่องในสมัยนั้น แต่ละปีพระพุทธองค์ทรงประทับพักเพียง ๓ เดือนในพรรษาเท่านั้น ส่วนอีก ๙ เดือนของปีนอกฤดูฝน พระองค์เสด็จจาริกออกไปแสดงธรรมในคามนิคมชนบทและหัวเมืองอื่น เมื่อพระพุทธองค์ต้องเสด็จไปสู่ที่อื่นประมาณปีละ ๙ เดือน ประชาชนพุทธบริษัทในแคว้นโกศล เมืองสาวัตถี และแคว้นต่างๆ ได้เดินทางมายังพระเชตวันมหาวิหาร เพื่อเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ ใคร่จะทูลเฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่เป็นนิจ ไม่ปรารถนาให้พระองค์เสด็จไปประทับแห่งใดๆ จึงพากันเกิดความเดือดร้อนใจ ปรึกษากันว่า จะทำไฉนหนอ จึงจะทูลเชิญพระองค์ให้ประทับอยู่ตลอดปีได้ เมื่อพระองค์ต้องเสด็จไป ก็ทำให้เกิดความอ้างว้างใจ จะหาสิ่งใดให้ปรากฏอยู่เป็นเครื่องระลึกแทนองค์พระพุทธเจ้าได้บ้าง

ครั้งนั้นอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ดำเนินมายังวัดพระเชตวันมหาวิหารโดยปกติ ด้วยเครื่องสักการะ (น ตุจฺฉหตฺโถ) จึงได้ดำริถึงความห่วงใยในพระศาสนากับพระอานนท์ถึงการสร้างสิ่งแทนพระพุทธองค์เพื่อว่าพุทธบริษัทจากทิศต่างๆ เดินทางมาแล้วไม่พบพระพุทธองค์ จักได้เห็นรูปเหมือนพระพุทธองค์แล้วสักการะ

ครั้นเมื่อพระพุทธองค์เสด็จกลับมายังพระเชตวันมหาวิหารแล้ว พระอานนท์จึงได้ทูลขออนุญาตพระพุทธองค์ตามดำริของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสห้ามว่าหากพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่มิควรสร้างรูปเหมือน แล้วตรัสต่อไปว่าการที่พุทธบริษัทจะได้ที่พึ่งในการสักการบูชาต่อพระองค์ว่า
เจติยะ ๔ อย่าง คือ
๑. บริโภคเจดีย์ (ต้นโพธิ)
๒. ธาตุเจดีย์ (พระบรมสารีริกธาตุ)
๓. ธรรมเจดีย์ บรรจุพระธรรมคือ พุทธพจน์
๔. อุทเทสิกเจดีย์ (สิ่งที่สร้างขึ้นโดยเจตนาอุทิศแก่พระพุทธเจ้าหรือแทนองค์พระพุทธเจ้า เช่น เจดีย์ บัลลังก์ รอยพระพุทธบาท พระพุทธรูป พระพิมพ์ เป็นต้น)

ที่เมื่อพุทธบริษัทกระทำการบูชาแล้ว ได้ชื่อว่า บูชาต่อพระตถาคตเช่นกัน ประการหนึ่ง และพระองค์ตรัสถึงสังเวชนียสถาน ๔ ที่กุลบุตรผู้เกิดมาในภายหลัง ผู้มีศรัทธาปรารถนาจะทำการสักการะต่อพระองค์ ในกาลเมื่อพระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้วก็ตาม และแม้เจติยะที่พระองค์เคยทรงใช้สอยที่นั้นๆ ซึ่งพระองค์ทรงระบุชื่อของเจติยะนั้นโดยตรง เช่น รัตนบัลลังก์เจดีย์ อนิมมิสเจดีย์ รัตนจงกรมเจดีย์ รัตนฆรเจดีย์ ฯลฯ ปาวาลเจดีย์ เป็นอาทิ ก็ตาม เจดีย์เหล่านี้ก็เป็นประหนึ่งองค์แทนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เมื่อพุทธบริษัทภายหลังจะมาเฝ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ณ สถานที่นั้นๆ จะพึงเป็นผู้มีสุคติเป็นที่ไปในภพหน้า ตามพระดำรัสของพระบรมศาสดาเช่นกัน

     พระอานนท์จึงได้สาธุการและให้พระมหาโมคคัลลานะไปอัญเชิญเมล็ดต้นพระศรีมหาโพธิ์จากเมืองพุทธคยา มาให้ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีปลูกไว้ ณ พระเชตวันมหาวิหารตั้งแต่บัดนั้นสืบมา ต้นพระศรีมหาโพธิ์นั้นได้นามว่า “อานันทโพธิ์”

พญามิลินท์

     ตามประวัติศาสตร์ที่ปรากฏ การสร้างพระพุทธรูปยุคแรกปรากฏราว พ.ศ. ๕๐๐ ในยุคของ พญามิลินท์ หรือ Menander กษัตริย์บากเตรีย หรือ โยนก ซึ่งฝรั่งว่าเป็น Indo-Greek king ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ครองดินแดนไพศาลตั้งแต่โยนก และคันธาระ อัฟกา- นิสถานตอนเหนือ ผ่านปากีสถาน) ลงมาถึงอินเดียพายัพ ครองราชย์ที่สาคลนคร (Sialkot) ทรงเป็นพุทธมามกะ

เศียรพระพุทธรูปศิลปะคันธาระ

พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองในดินแดนแถบนี้ทั้งหมด ในยุคนี้เริ่มเกิดมีพระพุทธรูปศิลปะคันธาระ แบบ กรีก อันถือกันว่าเป็นต้นกาเนิดของพระพุทธรูปที่สืบ มาจนปัจจุบัน (บางมติว่าเริ่มในยุคราชวงศ์กุษาณ)

วันนี้ขอแสดงเพียงเท่านี้ก่อน โปรดติดตามตอนต่อไป……….
ขอบคุณครับ ขอให้ทุกท่านโชคดี : ฌาน สมเด็จ

ที่มา :
– พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปรินิพพานสูตร (เจติยะ)
– หนังสือปูชาวัลลิยะ ของสมาคมมหาโพธิ์ในกัลกัตตา
– สำนักงานราชบัณฑิตยสภา คลังความรู้ เจดีย์ (๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๑)
– กาลานุกรม พระพรหมคณุาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

Facebook Comments Box
Share This :

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *