หลวงปู่ทวด เนื้อว่าน ปี 2497

ประวัติการสร้างพระหลวงปู่ทวด เนื้อว่านรุ่นแรก

การสร้างพระหลวงปู่ทวดเนื้อว่านรุ่นแรกเริ่มขึ้นในตอนต้นปี พ.ศ.๒๔๙๗ โดยคุณอนันต์ นานรักษ์ ได้ปรึกษากับท่านอาจารย์ทิม ธมฺมธโร เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๙๗ และรับเป็นผู้อุปถัมภ์การจัดสร้างเพื่อสมนาคุณให้กับผู้บริจาคทรัพย์สร้างพระอุโบสถวัดช้างให้

มวลสาร

เมื่อท่านอาจารย์ทิม ธมฺมธโร ตกลงใจที่จะสร้างพระเครื่องหลวงปู่ทวดด้วยเนื้อว่านแล้ว ได้ปรึกษาหารือกับท่านพระครูธรรมกิจโกศล (อาจารย์นอง ธมฺมภูโต) แห่งวัดทรายขาว เพื่อช่วยเป็นธุระในการจัดหาว่านชนิดต่างๆ รวมทั้งดินดํา (ดินกากยายักษ์) ที่ตําบลลําพยา มาเป็นส่วนผสมหลัก

สําหรับสูตรการผสมของเนื้อหลวงปู่ทวดทั้งหมดนั้น ประกอบด้วยมวลสาร ๓๒ ชนิด ซึ่งเป็นความหมายของอาการ ๓๒ โดยนับมวลสารตามประเภท เช่น ว่านที่ผสมลงไปจะมาก เป็นสิบหรือร้อยอย่าง จะนับเป็น ๑ ชนิด ดินกากยายักษ์ และดินศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ นับเป็น ๑ ชนิด เกษรดอกไม้หลายๆ อย่างนับเป็น ๑ ชนิด เป็นต้น เมื่อเวลาล่วงเลยมานานถึงปัจจุบันจะไม่มีผู้ใดทราบมวลสารทั้งหมดได้ จะจําได้เพียงส่วนผสมหลักๆ เท่านั้น

พิมพ์พระ

ในการแบ่งพระพิมพ์เนื้อว่านรุ่นแรก ถ้าพิจารณาตามขนาดจะเห็นได้ว่ามี ๓ พิมพ์ คือ

๑. พิมพ์ใหญ่

๒. พิมพ์กลาง

๓. พิมพ์เล็ก (พิมพ์พระรอด)

ในจํานวน ๓ ขนาด หรือ ๓ พิมพ์นี้ แบ่งออกเป็น ๑๖ เบ้าพิมพ์ หรือลักษณะใบหน้าของหลวงปู่ทวด ๑๖ แบบ ซึ่งมีความหมายถึงพระเจ้า ๑๖ พระองค์

เริ่มพิมพ์พระวันที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ จนถึงวันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๗ ได้พระทั้งหมด ๖๔,000 องค์ น้อยกว่าเป้าหมายที่กําหนด จํานวน ๘๔,000 องค์ แต่ต้องหยุด เพราะใกล้กําหนดวันปลุกเสกเข้ามาแล้ว

เกี่ยวกับแม่พิมพ์พระ ซึ่งกล่าวกันว่าแกะพิมพ์ด้วยครั่ง เมื่อพิมพ์พระไปแล้ว พอแม่พิมพ์สึกจะตกแต่งพิมพ์ใหม่นั้น แท้จริงแล้วมีการแกะพิมพ์ตัวผู้ด้วยหินมีดโกนขึ้นมาก่อน จากนั้นจึงหล่อพิมพ์โดยใช้ครั่ง ทําให้มีแม่พิมพ์หลายตัวในแต่ละแบบ เมื่อพิมพ์พระจนแม่พิมพ์สึกก็ทิ้งไป จากนั้นจึงหล่อพิมพ์ขึ้นมาใหม่

พิธีปลุกเสก

จัดขึ้นในวันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๗ ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ ซึ่งเรียกกันว่า วันเสาร์ ๕ ในทางโหราศาสตร์ ถือกันว่า วันเสาร์ ๕ ที่ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เป็น วันมหามงคล เหมาะที่จะปลุกเสกเครื่องรางของขลัง วัตถุมงคลต่างๆ เป็นอย่างยิ่ง พระคณาจารย์ที่ปลุกเสกในครั้งนั้นมีหลายองค์ เช่น หลวงพ่อสง วัดพะโคะ หลวงพ่อดํา วัดศิลาลอย หลวงพ่อนอง วัดทรายขาว และท่านอาจารย์ทิม วัดช้างให้

ลักษณะเนื้อพระ

ที่ปรากฏอยู่มีหลายสีคือ น้ําตาล เทา ดํา บางองค์เนื้อหยาบ บางองค์เนื้อละเอียด บางองค์มีคราบว่านผุดออกมาเป็นสีขาว แต่บางองค์จะออกมาเป็นสีน้ําตาล ลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งคือ จะมีแร่ติดอยู่ด้านหลังองค์พระเป็นส่วนใหญ่ แต่บางองค์ไม่มี

สําหรับการทําเลียนแบบ หรือที่เรียกง่ายๆ ว่าของปลอมนั้น มีผู้ทํากันมานานแล้ว และทํากันอย่างมากมายทีเดียว ยิ่งปัจจุบันพระเนื้อว่านพิมพ์ใหญ่ ระดับราคาขึ้นเทียบชั้นพระเบญจภาคีด้วยแล้ว การปลอมจึงพยายามพัฒนาฝีมือให้ประณีตขึ้นจนมีผู้กล่าวว่าเดี๋ยวนี้มือผี สามารถปลอมได้ใกล้เคียงถึง ๙๕% แล้ว ซึ่งผู้เขียนมีความเห็นว่า เป็นการกล่าวเกินความจริงไปสักหน่อย เพราะผู้เขียนเชื่อว่า ถึงจะปลอมอย่างไร ก็คงไม่เหมือน ด้วยเหตุผล ๓ ประการคือ

๑. กาลเวลา พระหลวงปู่ทวดได้ผ่านกาลเวลามานานถึง ๔๐ ปีแล้ว เนื้อพระได้เปลี่ยนสภาพไปจากเดิมจนอยู่ตัว มีความเก่าเข้ามาปะปน การปลอมจึงไม่สามารถเริ่มต้น จากลักษณะเดิมได้ แต่ต้องปลอมให้เหมือนกับพระแท้ในสภาพปัจจุบัน ซึ่งจําเป็นจะต้องใช้ วัสดุวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยเช่น สี สารเคมีบางอย่าง นอกจากนี้ความพยายามที่จะทําให้พระเก่าจะไม่เป็นธรรมชาติ พระที่ปลอมในสมัยก่อนผู้ชํานาญพระหลวงปู่ทวดแยกออกได้หมดแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าทําปลอมตอนนี้ไม่สามารถเอาชนะกาลเวลาได้

๒. ส่วนผสมที่แท้จริง ดังผู้เขียนได้กล่าวถึงในเรื่องมวลสารที่นํามาใช้ในการสร้างพระ ว่ามีถึง ๓๒ ชนิด ปัจจุบันไม่มีใครทราบครบถ้วน ทราบแต่หลักๆ เท่านั้น จึงสามารถพูดได้ว่า จะผสมอย่างไร สภาพเนื้อพระ สี และคราบไขจะไม่มีทางเหมือนของจริง จะทําได้เพียงใกล้ เคียงเท่านั้น

๓. เรื่องพิมพ์ เป็นอีกปัญหาหนึ่งของนักปลอมพระหลวงปู่ทวด เพราะการปลอมต้อง ผสมว่านทําให้พระหดตัวเมื่อแห้ง การสร้างแม่พิมพ์ให้เท่าของจริงในสมัยก่อนจึงเป็นเรื่องยาก ที่สําคัญคืออาถรรพณ์ของหลวงปู่ทวด ที่บันดาลให้นักปลอมไม่สามารถทําให้เหมือนจริงได้ และมีอันเป็นไปต่างๆ นานาในบั้นปลายของชีวิต

เหตุผลดังกล่าว พระหลวงปู่ทวด เนื้อว่านรุ่นแรก จึงไม่ใช่พระที่ศึกษายากเกินความพยายาม เพราะปัจจุบันมีผู้ชํานาญพระหลวงปู่ทวดอยู่อีกมาก โดยเฉพาะในท้องถิ่นภาคใต้ ถ้าใฝ่ใจศึกษาและหมั่นตรวจสอบก็คงจะดูเป็นได้ไม่นาน ที่สําคัญคือ ต้องยึดถือเนื้อมาตรฐานและอย่าโลภ

อย่าลืมหมั่นศึกษาถึงมวลสารและธรรมชาติของมวลสารเมื่อผ่านกาลเวลาจะเป็นอย่างไร ที่สำคัญท้ายสุดเลยนะครับ ใจเป็นใหญ่ใจเป็นประธาน ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจนะครับ

พระพุทธองค์ยังทรงตรัสว่า
มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฐา มโนมยา
มนสา เจ ปทุฏฺเฐน ภาสติ วา กโรติ วา
ตโต นํ ทุกฺขมนฺเวติ จกฺกํ ว วหโต ปทํ
ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า
มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จด้วยใจ
เหมือนล้อหมุนตามรอยเท้าโคที่ลากเกวียนไป ฉะนั้น

ที่สุดแล้วเราจะเชื่อใครแทบไม่ได้เลยนะครับขอบอก…
ต้องมีจุดยืนของตนเองคือพิจารณาด้วยสติแล้วปัญญาก็จะเกิด มองถึงจุดประสงค์ของบุรพเกจิคณาจารย์เป็นหลัก ท่านได้สร้างพระมาเพื่อให้เป็นเครื่องระลึกถึงพระรัตนตรัย ยึดเหนี่ยวจิตใจให้ธำรงค์ตนในคุณงามความดี เท่านี้เรามีพระองค์ไหนๆ ไว้ในครอบครองผมว่าคุ้มเกินคุ้มแล้วนะครับ ถ้าธำรงค์ตนได้ดังที่กล่าว

ท้ายสุดนี้ขออวยพรให้ทุกท่าน จงประสบความสำเร็จในที่หมายปองทุกอย่าง มีความสุข ความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไปนะครับ อย่าลืมสวดมนต์บ้างนะครับ

ขอขอบคุณ : ฌาน สมเด็จ

อ้างอิง : พระไตรปิฎกฉบับประชาชน, หนังสือหลวงปู่ทวด โดย สุวัฒน์ เหมอังกูร และ อุรพงศ์ ระดมเพ็ง

Facebook Comments Box
Share This :

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *