วิเคราะห์เนื้อหามวลสาร พระสมเด็จ วัดระฆังฯ ลงรักปิดทอง

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสงฆ์เจ้า ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

หากกล่าวถึงพระสมเด็จไม่ว่าจะเป็นพระสมเด็จ วัดระฆังฯ วัดบางขุนพรหม และวัดเกษไชโย ในเรื่องของความแท้ความเทียม (เก๊) จวบจนปัจจุบันนี้ ก็ยังมีการถกเถียงกันไม่รู้สิ้นในเรื่องนี้ ผมอนุมานได้เลยครับว่า หากแม้นว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ท่านกลับฟื้นมาบอกว่าองค์นี้แท้ ผมเชื่อได้เลยครับ ก็ยังจะต้องมีคนว่าของปลอมอยู่ดี อันนี้ผมขออ้างถึง ทิฏฐิ ๖๒ ในทางพระพุทธศาสนานะครับ เหตุเพราะเรื่องของการสะสมพระเครื่อง พระสมเด็จฯ หรือแม้แต่วัตถุมงคลใดๆ ก็ตาม สิ่งเหล่านี้ล้วนขึ้นอยู่กับความศรัทธาและความชอบของแต่ละบุคคล แต่หากบางท่านมีแต่ความศรัทธาไม่มีปัญญาเข้ามาพิจารณาให้สมดุล (เพิ่มเติม : อริยวัฑฒิ ๕) เชื่อเหลือเกินว่าจะต้องมีความสับสนกระวนกระวายใจไม่รู้จักจบสิ้นและจะไม่สามารถก้าวพ้นความสงสัยนี้ไปได้เลยครับ

การดำริสร้างพระพิมพ์สี่เหลี่ยมชิ้นฟักของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เพื่อการสืบทอดอายุพระศาสนา ถือเป็นการสร้างเจดีย์อย่างหนึ่ง (เจติยะ 4) เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ระลึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ จะได้ดำรงค์ตนอยู่โดยมีสติสัมปชัญญะ มีหิริโอตตัปปะ ทำให้ตนเองประสบความสำเร็จ สังคมรอบข้างมีความสงบสุขร่มเย็นสืบต่อๆ กันไป

ทุกวันนี้ ผู้คนส่วนใหญ่มองในเรื่องของการสร้างพระเครื่องพระสมเด็จนี้ไปในทิศทางของเรื่องผลประโยชน์ เรื่องของเงินของทองซะมากกว่า เอาละครับเราว่ากันไปตามโลกิยะชนปุถุชนคิดกันอันนี้ห้ามกันไม่ได้ แต่อยากจะให้ฉุกคิดในเรื่องจุดประสงค์ที่แท้จริงของการดำริสร้างของท่านๆ เป็นสำคัญ “สิ่งที่มีคุณค่า ผู้ใดผู้หนึ่งจะไม่สามารถทำให้ด้อยค่าได้เลยแม้แต่น้อย” เปรียบเทียบเปรียบเปรยแบบปุถุชนเลยนะครับ มีคนเคยกล่าวว่า แบงค์พัน ถูกคนย่ำยี บดขยี้ขยำบนดินเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปหมด แต่ยังไงแบงค์พันนั้นก็มิได้ลดถอยด้อยค่าไปเหลือ 5 บาท 10 บาทได้เลย

ขอเข้าเรื่องเลยนะครับ บอกก่อนนะครับว่าพระที่ผมนำมาเสนอท่านวันนี้ ไม่ได้เป็นการชี้นำว่าพระผมแท้ถ่ายเดียวนะครับ เป็นการแบ่งปันความรู้ประสบการณ์กัน

พระสมเด็จ ทำไมถึงจะต้องลงรักปิดทอง ในทางตรรกะเพื่อเป็นการรักษาเนื้อพระที่อยู่ด้านในให้คงทนถาวร การปิดทอง ก็เป็นการบูชาสักการะคุณแสดงออกถึง ว่าสิ่งนี้มีคุณค่าควรคู่แก่การเก็บรักษา บางองค์ไม่ได้ปิดทองก็มี บางองค์มาปิดทองทีหลังก็มีต้องดูธรรมชาติความเก่า


ยางรักและทองคำเปลว


พระสมเด็จ วัดระฆังฯ ที่รักยังไม่หลุดร่อน

ลักษณะการแตกราน เส้นสาย เป็นธรรมชาติจะไม่เหมือนกันทุกองค์นะครับ ขึ้นอยู่ว่า องค์ท่านถูกเก็บแบบไหน โดนอากาศไหม ชื้นหรือเปล่า อุ่นหรือไม่ หลายจิปาถะตัวแปรครับ และหากรักหลุดร่อนแล้วจะเห็นเนื้อพระที่อยู่ภายในแบบตัวอย่างด้านล่างนี้ครับ


รักที่หลุดร่อนออกเผยให้เห็นเนื้อพระที่อยู่ด้านใน
รักที่หลุดร่อนออกเผยให้เห็นเนื้อพระที่อยู่ด้านใน

รักที่หลุดร่อนออกเผยให้เห็นเนื้อพระที่อยู่ด้านใน

รักที่หลุดร่อนออกเผยให้เห็นเนื้อพระที่อยู่ด้านใน

ทองคำแท้ กับทองวิทยาศาสตร์สีสันวรรณะจะแตกต่างกันนะครับ ผ่านกาลเวลามาเป็นร้อยๆ ปีทองไหนจะไปก่อนกันครับ? ปิดทองใหม่กับปิดทองเก่าดูง่ายครับ (แนะนำกล้องสูงกว่า 60x ขึ้นไปนะครับ) ตาคนดูยังไงก็ไม่เหมือนกันเชื่อตาเราดีกว่าครับผม

ผมบอกแต่ว่าง่ายง่ายง่ายตลอดเลย จริงๆ ก็ไม่ง่ายหรอกครับ แต่ต้องอาศัยประสบการณ์หน่อย ง่ายของผมเปรียบเสมือนเป็นคำแสลงให้กำลังใจในการศึกษาของทุกท่านต่อไปครับผม

หมั่นสังเกตุศึกษา ดูธรรมชาติความเก่าให้ออก วิเคราะห์ด้วยตรรกะด้วยความน่าจะเป็น ท่านก็จะพบกับความจริงของธรรมชาติ คนโกหกกันได้ธรรมชาติซื่อตรงโกหกหลอกลวงใครไม่ได้ครับ คิดถึงแง่คิดนี้ให้มากท่านจะพบทางหลุดพ้นของความกังวลทั้งปวงครับผม

ขอให้ทุกท่านโชคดีมีความสุขในการเก็บพระสมเด็จลักษณะนี้นะครับ ขอบคุณครับผม
ฌาณ สมเด็จ
ศูนย์พระเครื่องบารมีสมเด็จโต (อมตะสยาม) โลตัสมีนบุรี
โทรฯ 02-043-4181

คลิ๊ก : สมัครเรียนหลักสูตรการศึกษาพระเครื่องพระสมเด็จ (โต พฺรหฺมรํสี)

พระชุดเบญจภาคี

พระชุดเบญจภาคี ถือว่าเป็นสุดยอดสิ่งล้ำค่าเป็นอย่างมากของพระเครื่อง พระชุดเบญจภาคีกอรปด้วย

  1. พระสมเด็จ วัดระฆัง เป็นตัวแทน ยุครัตนโกสินทร์
  2. พระนางพญา เป็นตัวแทน ยุคอยุธยา
  3. พระกำแพงซุ้มกอ เป็นตัวแทน ยุคสุโขทัย
  4. พระผงสุพรรณ เป็นตัวแทน ยุคอู่ทอง
  5. พระรอด เป็นตัวแทน ยุคลพบุรี

กล่าวถึงเรื่องพระพุทธคุณของ พระชุดเบญจภาคีนี้ละก็ครอบคลุมจักวาลกันเลยทีเดียว

พ.อ. (พิเศษ) ประจน กิตติประวัติ อดีตนายทหารประจำกองบัญชาการทหาสูงสุดหรือ “ตรียัมปวาย” ได้จัดทำเนียบชุด “พระเครื่องเบญจภาคี” ขึ้นเมื่อ พ.ศ.2495 โดยเมื่อแรกเริ่มยังคงเป็นเพียง “ไตรภาคี” คือ มีเพียง 3 องค์เท่านั้น ประกอบด้วย “พระสมเด็จ” วัดระฆังฯ เป็นองค์ประธาน ซ้ายขวาเป็นพระนางพญา จ.พิษณุโลก และพระรอด จ.ลำพูน หลังจากนั้นจึงได้ผนวก “พระกำแพงซุ้มกอ” กำแพงเพชร และ “พระผงสุพรรณ” สุพรรณบุรี เข้าเป็นชุดเบญจภาคี สุดยอดปรารถนาของนักสะสมพระเครื่องทั้งหลาย จากค่านิยมกันในหลักพันบาท และทะยานเข้าสู่หลักหลายสิบล้านในปัจจุบันนี้

          พระเบญจภาคีจัดว่าเป็นสุดยอดพระเครื่องของเมืองไทยที่เป็นที่นิยมมากของวงการพระเครื่องและครองความนิยมและสุดยอดปรารถนาของเหล่านักเลงพระ ซึ่งเป็นสุดยอพระของแต่ละยุคสมัย และเป็นสุดยอดของพุทธคุณ ผู้ใดได้ครอบครองเป็นเจ้าของ ก็เชื่อได้ว่า คนผู้นั้นเปี่ยมด้วยวาสนาบารมี ด้วยราคาเช่าหานั้นมีมูลค่าสูงมากถือเป็นอันดับหนึ่ง ใครมีไว้มักจะหวงแหนมาก

          พระสมเด็จวัดระฆังฯ เป็นพระที่มีอายุการสร้างน้อยที่สุด ในกลุ่มพระเบญจภาคี และเป็นที่ทุกคนใฝ่หามาครอบครอง จัดเป็นจักรพรรดิแห่งพระเครื่องของเมืองไทยในปัจจุบัน

เพิ่มเติม : หนังสืออมตะสยามฯ เล่มที่ 14

หนังสืออมตะสยาม VS หนังสือสนามพระแท้

สวัสดีครับสมาชิกทุกท่านที่ติดตามเว็บไซต์ของศูนย์พระเครื่องบารมีสมเด็จโต (อมตะสยาม) โลตัสมีนบุรี ภายในการกำกับดูแลของ บริษัท อมตะ สยาม (2017) จำกัด

เกี่ยวกับหนังสืออมตะสายาม พิสูจน์พระเงินล้านโดยหลักวิทยาศาสตร์สากลทั่วโลกตรวจสอบอายุได้นั้น ตอนนี้ก็ดำเนินมาถึงเล่มที่ 13  และส่วนของหนังสือสนามพระแท้นั้นก็ดำเนินมาถึง เล่มที่ 7 แล้วนะเวลานี้

วันนี้จะขออนุญาตทุกท่านย้อนกลับไปดูและศึกษาหนังสือแต่ละเล่มว่ามีเนื้อหาอะไรบ้าง เผื่อว่าท่านที่ยังไม่ได้เคยได้ติดตามจะได้รับความรู้ความเข้าใจไปในแนวทิศทางเดียวกันที่ถูกต้องตามหลักการของทางศูนย์ และเผื่อว่าวันข้างหน้าท่านสนใจที่จะสมัครเรียน กับทาง สถาบันการศึกษาทางไกล สำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับ ศูนย์พระเครื่องบารมีสมเด็จโต (อมตะสยาม) เปิดหลักสูตรการศึกษาพระเครื่องพระสมเด็จ (โต พรหมรังสี) เป็นการเรียนการสอนที่ได้มาตรฐานสากล

จะได้มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับพระสมเด็จในแต่ละวัด เพื่อเป็นการต่อยอดความรู้และการศึกษาในเรื่องนี้ ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

 
หน้าปกอมตะสยาม เล่ม 1

ภายในเล่มจะเป็นการอธิบายเกี่ยวกับธรรมชาติของพระสมเด็จที่ผ่านกาลเวลาเป็นร้อยๆ ปีจะมีความน่าจะเป็นไปในทิศทางไหนได้บ้าง

ในส่วนของปกหลังของเล่ม 1


หน้าปกอมตะสยาม เล่มที่ 2

ภายในเล่มมีเนื้อหาเกี่ยวกับการแสดงพิมพ์ทรงต่างๆ ของพระสมเด็จทั้งสามวัด ให้เราได้ศึกษาเป็นแบบอย่าง


ตลอดถึงพระสมเด็จที่สร้างในยุคต่อๆ มาที่บรรจุกรุ ณ วัดพระแก้ว วังหน้า
รวมถึงพระที่สมาชิกประสงค์ลงในหนังสือเพื่อให้สมาชิกได้ศึกษาแลกเปลี่ยนความรู้กัน



หน้าปกอมตะสยาม เล่มที่ 3

ภายในเล่มมีการอธิบายเกี่ยวกับเนื้อหามวลสารของพระสมเด็จ และการทดสอบทางวิทยาศาสตร์กับพระสมเด็จในการตรวจหาค่าสัมพันธ์ของแคลไซต์บนองค์พระกับแคลไซต์จากธรรมชาติ

ในส่วนของปกหลังของเล่ม 3



หน้าปกอมตะสยาม เล่มที่ 4

ภายในเล่มมีภาพของพระสมเด็จของท่านสมาชิกที่นำมาลงให้เพื่อนๆ ได้ศึกษา และมีการอธิบายเกี่ยวกับเนื้อหามวลสารของพระสมเด็จที่ผ่านกาลเวลาเป็นร้อยปี ให้เราได้ศึกษาจดจำ

ในส่วนของปกหลังของเล่ม 4



หน้าปกอมตะสยาม เล่มที่ 5

ภายในเล่มมีภาพของพระสมเด็จของท่านสมาชิกที่นำมาลงให้เพื่อนๆ ได้ศึกษา และมีการอธิบายเกี่ยวกับเนื้อหามวลสารต่างๆ จากที่เคยพบเห็นของพระสมเด็จที่ผ่านกาลเวลาเป็นร้อยปี และพระเนื้อว่านเช่น หลวงปู่ทวด วัดช้างให้ ปี 2497 ให้เราได้ศึกษาจดจำ

ในส่วนของปกหลังของเล่ม 5



หน้าปกอมตะสยาม เล่มที่ 6

ภายในเล่มมีภาพของพระสมเด็จของท่านสมาชิกที่นำมาลงให้เพื่อนๆ ได้ศึกษา และพระเนื้อว่านเช่น หลวงปู่ทวด วัดช้างให้ พิมพ์กลักไม้ขีด ให้เราได้ศึกษาจดจำ และหรือนอกจากเรื่องของพุทธคุณที่เราเชื่อมั่นแล้วนั้นยังมีเรื่องของพิมพ์ทรงของพระสมเด็จว่าพระสวยงามเป็นเช่นไร โดยศึกษาจากพระสมเด็จ ที่ผ่านงานประกวด ทำไมองค์นี้ถึงได้รางวัลชนะเลิศที่ 1 องค์นี้ทำไมได้รางวัลที่ 2 ฯลฯ

ในส่วนของปกหลังของเล่ม 6



หน้าปกอมตะสยาม เล่มที่ 7

ภายในเล่มมีภาพของพระสมเด็จของท่านสมาชิกที่แบ่งปันนำมาลงให้เพื่อนๆ ได้ศึกษาเปรียบเทียบกับพระที่เรามี และท่านที่ยังไม่มีก็จะได้มีแนวทางศึกษาในการเก็บหามาไว้บูชา ที่สำคัญอย่าหลงทางนะครับ พระสมเด็จวัดระฆังฯ วัดบางขุนพรหม และวัดเกษไชโย ไม่ได้มีแค่ร้อยสองร้อยองค์นะครับ มีเยอะมากมากมากๆๆๆ อาจกล่าวได้ว่าเพียงพอต่อความต้องการของทุกท่านที่ต้องการเลยก็ว่าได้ เพียงแต่เราต้องศึกษาให้มีความรู้พอสมควรก่อน ถ้าเจอแล้วภาวนาในใจว่าใจเย็นๆ ไม่ต้องตื่นเต้น ค่อยๆ หาค่อยๆ เก็บครับ เก็บได้เยอะแล้วก็อย่าลืมแบ่งปันเพื่อนๆ บ้างนะครับ เก็บอย่างเดียวเดี๋ยวต่อไปลูกหลานจะไม่ได้ครอบครอง ไม่แน่อีกไม่ถึง 100 ปี หากจะศึกษาพระสมเด็จที อาจจะต้องไปศึกษาในพิพิธภัณฑ์เท่านั้นก็เป็นได้

ในส่วนของปกหลังของเล่ม 7





ภายในเล่มมีภาพของพระสมเด็จและพระเนื้อโลหะ เช่น รูปหล่อหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ของท่านสมาชิกที่แบ่งปันนำมาลงให้เพื่อนๆ ได้ศึกษา และมีการอธิบายเกี่ยวกับพิมพ์ทรงของพระสมเด็จบางองค์ทำไมพิมพ์ทรงถึงต่างออกไป นั่นเป็นเพราะกาลเวลาล้วนๆ ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติบนองค์พระ การยุบย่น หดตัวของมวลสาร ทำให้พระสมเด็จมีบางจุดที่ปรากฏต่างออกไปจากพิมพ์ทรงที่เราคุ้นตา

ในส่วนของปกหลังของเล่ม 8


 
หน้าปกอมตะสยาม เล่มที่ 9

ภายในเล่มมีภาพของพระสมเด็จและพระเครื่องต่างๆ ของท่านสมาชิกที่แบ่งปันนำมาลงให้เพื่อนๆ ได้ศึกษา ตลอดถึงมีชาร์จตารางเปรียบเทียบพิมพ์ทรงของพระสมเด็จให้ศึกษา และรายละเอียดการเรียนการสอนตามหลักสูตรฯ บรรยากาศการเรียนการสอน

ในส่วนของปกหลังของเล่ม 9



หน้าปกอมตะสยาม เล่มที่ 10

ภายในเล่มมีภาพของพระสมเด็จและพระเครื่องต่างๆ ของท่านสมาชิกที่แบ่งปันนำมาลงให้เพื่อนๆ ได้ศึกษา ตลอดถึงมีรายละเอียดเกร็ดความรู้ในเรื่องของธาตุกายสิทธิ์ให้ได้ศึกษา

ในส่วนของปกหลังของเล่ม 10



หน้าปกอมตะสยาม เล่มที่ 11

ภายในเล่มมีภาพของพระสมเด็จและพระเครื่องต่างๆ ของท่านสมาชิกที่แบ่งปันนำมาลงให้เพื่อนๆ ได้ศึกษา ตลอดถึงพระบูชาในยุคต่างๆให้ได้ศึกษา

ในส่วนของปกหลังของเล่ม 11



หน้าปกอมตะสยาม เล่มที่ 12

ภายในเล่มมีภาพของพระสมเด็จและพระเครื่องต่างๆ ของท่านสมาชิกที่แบ่งปันนำมาลงให้เพื่อนๆ ได้ศึกษา รวมถึงพระที่ติดรางวัลในงานประกวด ให้เราได้ศึกษาเปรียบเทียบพิมพ์ทรงความสมบูรณ์สวยงามของเนื้อหามวลสารและเนื้อโลหะ ภาพการรับเกียรติบัตรของผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตร การศึกษาพระเครื่องพระสมเด็จ (โต พฺรหฺมรํสี)

ในส่วนของปกหลังของเล่ม 12



หน้าปกอมตะสยาม เล่มที่ 13

ภายในเล่มมีภาพของพระสมเด็จและพระเครื่องต่างๆ ของท่านสมาชิกที่แบ่งปันนำมาลงให้เพื่อนๆ ได้ศึกษา
และมีการอธิบายถึงพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์พิเศษ 2408 เนื้อผงบรรจุกริ่ง พระบูชาแต่ละยุคสมัย เปรียบเทียบพิมพ์ทรงพระสมเด็จ และเนื้อมวลสารที่พบเห็นบ่อยๆ ตลอดถึงพระที่ติดรางวัลงานประกวดพระที่หอประชุมคุรุสภา

ในส่วนของปกหลังของเล่ม 13


หนังสือสนามพระแท้
ตามหลักวิทยาศาสตร์อิงธรรมชาติวิทยา
การศึกษาและเก็บสะสมวัตถุมงคลล้ำค่า


หน้าปกสนามพระแท้เล่ม 1, 2, 3

หน้าปกสนามพระแท้เล่ม 4, 5, 6

หน้าปกสนามพระแท้เล่ม 7
ภายในหนังสือสนามพระแท้นั้น มีภาพของพระสมเด็จและพระเครื่องต่างๆ รวมถึงวัตถุมงคลล้ำค่าต่างๆ ที่เราอาจจะยังไม่เคยพบเจอ ของท่านสมาชิกที่แบ่งปันนำมาลงให้เพื่อนๆ ได้ศึกษา
มีการอธิบายหลักการวิเคราะห์อายุความเก่าธรรมชาติของพระสมเด็จ และพระเครื่องต่างๆ ในเชิงวิทยาศาสตร์อิงธรรมชาติวิทยา
และภาพพระเครื่องที่ติดรางวัลในงานประกวดในแต่ละครั้ง


ท่านที่สนใจ
หนังสืออมตะสยาม พิสูจน์พระเงินล้านโดยหลักวิทยาศาสตร์อิงธรรมชาติวิทยา
และ
หนังสือสนามพระแท้ตามหลักวิทยาศาสตร์อิงธรรมชาติวิทยา
การศึกษาและสะสมวัตถุมงคลล้ำค่า

หาซื้อได้ที่ เซเว่นอิเลฟเว่น, บุ๊คสไมล์, ร้านนายอินทร์ และร้านหนังสือชั้นนำ

พิเศษ!!!
สั่งซื้อโดยตรงที่ศูนย์ฯ ฟรีค่าส่งทั่วประเทศ
โทรเลย 02-043-4181
หรือทางอินบ็อกซ์เพจ Amatasiam2017

ขอเชิญร่วมงานนิทรรศการอนุรักษ์และประกวดพระแท้ฯ ครั้งที่ 8

ขอเชิญร่วมงาน

นิทรรศการอนุรักษ์และประกวดพระแท้

ตามหลักวิทยาศาสตร์อิงธรรมชาติวิทยา ครั้งที่ ๘

วันอาทิตย์ ที่ ๓ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๒

ณ ศูนย์พระเครื่องบารมีสมเด็จโต (อมตะสยาม) ศูนย์การค้าโลตัสมีนบุรี ชั้น ๒

รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย นำเข้ากองทุน การศึกษาผู้ด้อยโอกาส

สอบถามรายละเอียดได้ที่ ศูนย์พระเครื่องบารมีสมเด็จโต โลตัสมีนบุรี โดย ฌาณ สมเด็จ

โทรฯ 094-789-5226, 086-154-2513, 092-278-3596

*****

โดยทีมงาน : ศูนย์พระเครื่องบารมีสมเด็จโต

แผนที่ตั้งสถานที่จัดงาน

อย่าลืมอย่าพลาดงานนี้ได้ทั้งความรู้ได้ทั้งรางวัลและได้ทำบุญอีกด้วยนะครับ

โบว์ชัวร์ กฏกติกาและรายการพระที่รับเข้าประกวด

ขอบพระคุณครับ ​: ฌาน สมเด็จ

หลวงปู่ทวด เนื้อว่าน ปี 2497

ประวัติการสร้างพระหลวงปู่ทวด เนื้อว่านรุ่นแรก

การสร้างพระหลวงปู่ทวดเนื้อว่านรุ่นแรกเริ่มขึ้นในตอนต้นปี พ.ศ.๒๔๙๗ โดยคุณอนันต์ นานรักษ์ ได้ปรึกษากับท่านอาจารย์ทิม ธมฺมธโร เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๙๗ และรับเป็นผู้อุปถัมภ์การจัดสร้างเพื่อสมนาคุณให้กับผู้บริจาคทรัพย์สร้างพระอุโบสถวัดช้างให้

มวลสาร

เมื่อท่านอาจารย์ทิม ธมฺมธโร ตกลงใจที่จะสร้างพระเครื่องหลวงปู่ทวดด้วยเนื้อว่านแล้ว ได้ปรึกษาหารือกับท่านพระครูธรรมกิจโกศล (อาจารย์นอง ธมฺมภูโต) แห่งวัดทรายขาว เพื่อช่วยเป็นธุระในการจัดหาว่านชนิดต่างๆ รวมทั้งดินดํา (ดินกากยายักษ์) ที่ตําบลลําพยา มาเป็นส่วนผสมหลัก

สําหรับสูตรการผสมของเนื้อหลวงปู่ทวดทั้งหมดนั้น ประกอบด้วยมวลสาร ๓๒ ชนิด ซึ่งเป็นความหมายของอาการ ๓๒ โดยนับมวลสารตามประเภท เช่น ว่านที่ผสมลงไปจะมาก เป็นสิบหรือร้อยอย่าง จะนับเป็น ๑ ชนิด ดินกากยายักษ์ และดินศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ นับเป็น ๑ ชนิด เกษรดอกไม้หลายๆ อย่างนับเป็น ๑ ชนิด เป็นต้น เมื่อเวลาล่วงเลยมานานถึงปัจจุบันจะไม่มีผู้ใดทราบมวลสารทั้งหมดได้ จะจําได้เพียงส่วนผสมหลักๆ เท่านั้น

พิมพ์พระ

ในการแบ่งพระพิมพ์เนื้อว่านรุ่นแรก ถ้าพิจารณาตามขนาดจะเห็นได้ว่ามี ๓ พิมพ์ คือ

๑. พิมพ์ใหญ่

๒. พิมพ์กลาง

๓. พิมพ์เล็ก (พิมพ์พระรอด)

ในจํานวน ๓ ขนาด หรือ ๓ พิมพ์นี้ แบ่งออกเป็น ๑๖ เบ้าพิมพ์ หรือลักษณะใบหน้าของหลวงปู่ทวด ๑๖ แบบ ซึ่งมีความหมายถึงพระเจ้า ๑๖ พระองค์

เริ่มพิมพ์พระวันที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ จนถึงวันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๗ ได้พระทั้งหมด ๖๔,000 องค์ น้อยกว่าเป้าหมายที่กําหนด จํานวน ๘๔,000 องค์ แต่ต้องหยุด เพราะใกล้กําหนดวันปลุกเสกเข้ามาแล้ว

เกี่ยวกับแม่พิมพ์พระ ซึ่งกล่าวกันว่าแกะพิมพ์ด้วยครั่ง เมื่อพิมพ์พระไปแล้ว พอแม่พิมพ์สึกจะตกแต่งพิมพ์ใหม่นั้น แท้จริงแล้วมีการแกะพิมพ์ตัวผู้ด้วยหินมีดโกนขึ้นมาก่อน จากนั้นจึงหล่อพิมพ์โดยใช้ครั่ง ทําให้มีแม่พิมพ์หลายตัวในแต่ละแบบ เมื่อพิมพ์พระจนแม่พิมพ์สึกก็ทิ้งไป จากนั้นจึงหล่อพิมพ์ขึ้นมาใหม่

พิธีปลุกเสก

จัดขึ้นในวันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๗ ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ ซึ่งเรียกกันว่า วันเสาร์ ๕ ในทางโหราศาสตร์ ถือกันว่า วันเสาร์ ๕ ที่ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เป็น วันมหามงคล เหมาะที่จะปลุกเสกเครื่องรางของขลัง วัตถุมงคลต่างๆ เป็นอย่างยิ่ง พระคณาจารย์ที่ปลุกเสกในครั้งนั้นมีหลายองค์ เช่น หลวงพ่อสง วัดพะโคะ หลวงพ่อดํา วัดศิลาลอย หลวงพ่อนอง วัดทรายขาว และท่านอาจารย์ทิม วัดช้างให้

ลักษณะเนื้อพระ

ที่ปรากฏอยู่มีหลายสีคือ น้ําตาล เทา ดํา บางองค์เนื้อหยาบ บางองค์เนื้อละเอียด บางองค์มีคราบว่านผุดออกมาเป็นสีขาว แต่บางองค์จะออกมาเป็นสีน้ําตาล ลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งคือ จะมีแร่ติดอยู่ด้านหลังองค์พระเป็นส่วนใหญ่ แต่บางองค์ไม่มี

สําหรับการทําเลียนแบบ หรือที่เรียกง่ายๆ ว่าของปลอมนั้น มีผู้ทํากันมานานแล้ว และทํากันอย่างมากมายทีเดียว ยิ่งปัจจุบันพระเนื้อว่านพิมพ์ใหญ่ ระดับราคาขึ้นเทียบชั้นพระเบญจภาคีด้วยแล้ว การปลอมจึงพยายามพัฒนาฝีมือให้ประณีตขึ้นจนมีผู้กล่าวว่าเดี๋ยวนี้มือผี สามารถปลอมได้ใกล้เคียงถึง ๙๕% แล้ว ซึ่งผู้เขียนมีความเห็นว่า เป็นการกล่าวเกินความจริงไปสักหน่อย เพราะผู้เขียนเชื่อว่า ถึงจะปลอมอย่างไร ก็คงไม่เหมือน ด้วยเหตุผล ๓ ประการคือ

๑. กาลเวลา พระหลวงปู่ทวดได้ผ่านกาลเวลามานานถึง ๔๐ ปีแล้ว เนื้อพระได้เปลี่ยนสภาพไปจากเดิมจนอยู่ตัว มีความเก่าเข้ามาปะปน การปลอมจึงไม่สามารถเริ่มต้น จากลักษณะเดิมได้ แต่ต้องปลอมให้เหมือนกับพระแท้ในสภาพปัจจุบัน ซึ่งจําเป็นจะต้องใช้ วัสดุวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยเช่น สี สารเคมีบางอย่าง นอกจากนี้ความพยายามที่จะทําให้พระเก่าจะไม่เป็นธรรมชาติ พระที่ปลอมในสมัยก่อนผู้ชํานาญพระหลวงปู่ทวดแยกออกได้หมดแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าทําปลอมตอนนี้ไม่สามารถเอาชนะกาลเวลาได้

๒. ส่วนผสมที่แท้จริง ดังผู้เขียนได้กล่าวถึงในเรื่องมวลสารที่นํามาใช้ในการสร้างพระ ว่ามีถึง ๓๒ ชนิด ปัจจุบันไม่มีใครทราบครบถ้วน ทราบแต่หลักๆ เท่านั้น จึงสามารถพูดได้ว่า จะผสมอย่างไร สภาพเนื้อพระ สี และคราบไขจะไม่มีทางเหมือนของจริง จะทําได้เพียงใกล้ เคียงเท่านั้น

๓. เรื่องพิมพ์ เป็นอีกปัญหาหนึ่งของนักปลอมพระหลวงปู่ทวด เพราะการปลอมต้อง ผสมว่านทําให้พระหดตัวเมื่อแห้ง การสร้างแม่พิมพ์ให้เท่าของจริงในสมัยก่อนจึงเป็นเรื่องยาก ที่สําคัญคืออาถรรพณ์ของหลวงปู่ทวด ที่บันดาลให้นักปลอมไม่สามารถทําให้เหมือนจริงได้ และมีอันเป็นไปต่างๆ นานาในบั้นปลายของชีวิต

เหตุผลดังกล่าว พระหลวงปู่ทวด เนื้อว่านรุ่นแรก จึงไม่ใช่พระที่ศึกษายากเกินความพยายาม เพราะปัจจุบันมีผู้ชํานาญพระหลวงปู่ทวดอยู่อีกมาก โดยเฉพาะในท้องถิ่นภาคใต้ ถ้าใฝ่ใจศึกษาและหมั่นตรวจสอบก็คงจะดูเป็นได้ไม่นาน ที่สําคัญคือ ต้องยึดถือเนื้อมาตรฐานและอย่าโลภ

อย่าลืมหมั่นศึกษาถึงมวลสารและธรรมชาติของมวลสารเมื่อผ่านกาลเวลาจะเป็นอย่างไร ที่สำคัญท้ายสุดเลยนะครับ ใจเป็นใหญ่ใจเป็นประธาน ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจนะครับ

พระพุทธองค์ยังทรงตรัสว่า
มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฐา มโนมยา
มนสา เจ ปทุฏฺเฐน ภาสติ วา กโรติ วา
ตโต นํ ทุกฺขมนฺเวติ จกฺกํ ว วหโต ปทํ
ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า
มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จด้วยใจ
เหมือนล้อหมุนตามรอยเท้าโคที่ลากเกวียนไป ฉะนั้น

ที่สุดแล้วเราจะเชื่อใครแทบไม่ได้เลยนะครับขอบอก…
ต้องมีจุดยืนของตนเองคือพิจารณาด้วยสติแล้วปัญญาก็จะเกิด มองถึงจุดประสงค์ของบุรพเกจิคณาจารย์เป็นหลัก ท่านได้สร้างพระมาเพื่อให้เป็นเครื่องระลึกถึงพระรัตนตรัย ยึดเหนี่ยวจิตใจให้ธำรงค์ตนในคุณงามความดี เท่านี้เรามีพระองค์ไหนๆ ไว้ในครอบครองผมว่าคุ้มเกินคุ้มแล้วนะครับ ถ้าธำรงค์ตนได้ดังที่กล่าว

ท้ายสุดนี้ขออวยพรให้ทุกท่าน จงประสบความสำเร็จในที่หมายปองทุกอย่าง มีความสุข ความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไปนะครับ อย่าลืมสวดมนต์บ้างนะครับ

ขอขอบคุณ : ฌาน สมเด็จ

อ้างอิง : พระไตรปิฎกฉบับประชาชน, หนังสือหลวงปู่ทวด โดย สุวัฒน์ เหมอังกูร และ อุรพงศ์ ระดมเพ็ง

กำเนิดพระพุทธรูป

การดำริสร้างรูปเหมือนหรือพระพุทธรูปเพื่อการสักการะบูชานั้น มีมาตั้งแต่ก่อนพุทธศก ๓๕ ปี ในคราวที่พระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ทรงประทับจำพรรษา ณ พระเชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี ในพรรษาที่ ๑๐ (ใน ๔๕ พรรษา พระพุทธองค์ทรงประทับจำพรรษาที่พระเชตวันมหาวิหารนานที่สุด คือ ๑๙ พรรษา)

     เนื่องในสมัยนั้น แต่ละปีพระพุทธองค์ทรงประทับพักเพียง ๓ เดือนในพรรษาเท่านั้น ส่วนอีก ๙ เดือนของปีนอกฤดูฝน พระองค์เสด็จจาริกออกไปแสดงธรรมในคามนิคมชนบทและหัวเมืองอื่น เมื่อพระพุทธองค์ต้องเสด็จไปสู่ที่อื่นประมาณปีละ ๙ เดือน ประชาชนพุทธบริษัทในแคว้นโกศล เมืองสาวัตถี และแคว้นต่างๆ ได้เดินทางมายังพระเชตวันมหาวิหาร เพื่อเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ ใคร่จะทูลเฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่เป็นนิจ ไม่ปรารถนาให้พระองค์เสด็จไปประทับแห่งใดๆ จึงพากันเกิดความเดือดร้อนใจ ปรึกษากันว่า จะทำไฉนหนอ จึงจะทูลเชิญพระองค์ให้ประทับอยู่ตลอดปีได้ เมื่อพระองค์ต้องเสด็จไป ก็ทำให้เกิดความอ้างว้างใจ จะหาสิ่งใดให้ปรากฏอยู่เป็นเครื่องระลึกแทนองค์พระพุทธเจ้าได้บ้าง

ครั้งนั้นอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ดำเนินมายังวัดพระเชตวันมหาวิหารโดยปกติ ด้วยเครื่องสักการะ (น ตุจฺฉหตฺโถ) จึงได้ดำริถึงความห่วงใยในพระศาสนากับพระอานนท์ถึงการสร้างสิ่งแทนพระพุทธองค์เพื่อว่าพุทธบริษัทจากทิศต่างๆ เดินทางมาแล้วไม่พบพระพุทธองค์ จักได้เห็นรูปเหมือนพระพุทธองค์แล้วสักการะ

ครั้นเมื่อพระพุทธองค์เสด็จกลับมายังพระเชตวันมหาวิหารแล้ว พระอานนท์จึงได้ทูลขออนุญาตพระพุทธองค์ตามดำริของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสห้ามว่าหากพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่มิควรสร้างรูปเหมือน แล้วตรัสต่อไปว่าการที่พุทธบริษัทจะได้ที่พึ่งในการสักการบูชาต่อพระองค์ว่า
เจติยะ ๔ อย่าง คือ
๑. บริโภคเจดีย์ (ต้นโพธิ)
๒. ธาตุเจดีย์ (พระบรมสารีริกธาตุ)
๓. ธรรมเจดีย์ บรรจุพระธรรมคือ พุทธพจน์
๔. อุทเทสิกเจดีย์ (สิ่งที่สร้างขึ้นโดยเจตนาอุทิศแก่พระพุทธเจ้าหรือแทนองค์พระพุทธเจ้า เช่น เจดีย์ บัลลังก์ รอยพระพุทธบาท พระพุทธรูป พระพิมพ์ เป็นต้น)

ที่เมื่อพุทธบริษัทกระทำการบูชาแล้ว ได้ชื่อว่า บูชาต่อพระตถาคตเช่นกัน ประการหนึ่ง และพระองค์ตรัสถึงสังเวชนียสถาน ๔ ที่กุลบุตรผู้เกิดมาในภายหลัง ผู้มีศรัทธาปรารถนาจะทำการสักการะต่อพระองค์ ในกาลเมื่อพระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้วก็ตาม และแม้เจติยะที่พระองค์เคยทรงใช้สอยที่นั้นๆ ซึ่งพระองค์ทรงระบุชื่อของเจติยะนั้นโดยตรง เช่น รัตนบัลลังก์เจดีย์ อนิมมิสเจดีย์ รัตนจงกรมเจดีย์ รัตนฆรเจดีย์ ฯลฯ ปาวาลเจดีย์ เป็นอาทิ ก็ตาม เจดีย์เหล่านี้ก็เป็นประหนึ่งองค์แทนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เมื่อพุทธบริษัทภายหลังจะมาเฝ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ณ สถานที่นั้นๆ จะพึงเป็นผู้มีสุคติเป็นที่ไปในภพหน้า ตามพระดำรัสของพระบรมศาสดาเช่นกัน

     พระอานนท์จึงได้สาธุการและให้พระมหาโมคคัลลานะไปอัญเชิญเมล็ดต้นพระศรีมหาโพธิ์จากเมืองพุทธคยา มาให้ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีปลูกไว้ ณ พระเชตวันมหาวิหารตั้งแต่บัดนั้นสืบมา ต้นพระศรีมหาโพธิ์นั้นได้นามว่า “อานันทโพธิ์”

พญามิลินท์

     ตามประวัติศาสตร์ที่ปรากฏ การสร้างพระพุทธรูปยุคแรกปรากฏราว พ.ศ. ๕๐๐ ในยุคของ พญามิลินท์ หรือ Menander กษัตริย์บากเตรีย หรือ โยนก ซึ่งฝรั่งว่าเป็น Indo-Greek king ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ครองดินแดนไพศาลตั้งแต่โยนก และคันธาระ อัฟกา- นิสถานตอนเหนือ ผ่านปากีสถาน) ลงมาถึงอินเดียพายัพ ครองราชย์ที่สาคลนคร (Sialkot) ทรงเป็นพุทธมามกะ

เศียรพระพุทธรูปศิลปะคันธาระ

พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองในดินแดนแถบนี้ทั้งหมด ในยุคนี้เริ่มเกิดมีพระพุทธรูปศิลปะคันธาระ แบบ กรีก อันถือกันว่าเป็นต้นกาเนิดของพระพุทธรูปที่สืบ มาจนปัจจุบัน (บางมติว่าเริ่มในยุคราชวงศ์กุษาณ)

วันนี้ขอแสดงเพียงเท่านี้ก่อน โปรดติดตามตอนต่อไป……….
ขอบคุณครับ ขอให้ทุกท่านโชคดี : ฌาน สมเด็จ

ที่มา :
– พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปรินิพพานสูตร (เจติยะ)
– หนังสือปูชาวัลลิยะ ของสมาคมมหาโพธิ์ในกัลกัตตา
– สำนักงานราชบัณฑิตยสภา คลังความรู้ เจดีย์ (๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๑)
– กาลานุกรม พระพรหมคณุาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

พระกำแพงซุ้มกอในพระสมเด็จวัดระฆังฯ

พระซุ้มกอ พิมพ์ใหญ่

               พระกำแพงซุ้มกอ เป็นพระศิลปะสุโขทัยยุคต้น สร้างประมาณ พ.ศ.๑๙๐๐ สมัยพญาลิไท ขุดค้นพบหลายกรุ โดยครั้งแรกพบ ณ วัดพระบรมธาตุ โดยเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์โต แห่งวัดระฆัง ต่อมา พ.ศ.๒๔๙๐ และ ๒๕๐๑ ก็พบอีกแต่ไม่มาก พ.ศ.๒๕๐๕ และพ.ศ.๒๕๐๙ พบจากกรุวัดพิกุลทอง, วัดฤาษี วัดหนองลังกา และวัดซุ้มกอ

              ใน พ.ศ. ๒๓๒๙ สมเด็จพุฒาจารย์ (โต) แห่งวัดระฆังโฆษิตาราม มาเยี่ยมญาติที่เมืองกำแพงเพชร พักที่วัดเสด็จ ได้อ่านจารึกนครชุมที่ประดิษฐาน ณ อุโบสถวัดเสด็จ ตำบลเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ได้ทราบว่ามีเจดีย์โบราณบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ อยู่ริมน้ำปิง ฝั่งตะวันตกตรงข้ามเมืองเก่าสามองค์  ได้ให้เจ้าเมืองกำแพงเพชร พระยารามณรงค์สงคราม (น้อย) ไปป่าวร้องให้ประชาชนแผ้วถาง พบเจดีย์ตามจารึก จึงปฏิสังขรณ์ขึ้นขณะเมื่อรื้อถอนได้พบพระเครื่องสกุลกำแพงเพชรเป็นจำนวนมาก ทั้งที่ยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์และแตกหักตามสภาพกาลเวลา

พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์เจดีย์

              ในครั้งนั้นท่านเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์โต ท่านเห็นว่าเศษพระที่แตกหักนั้นยังมีพุทธคุณอยู่ท่านจึงนำกลับมายังวัดระฆังจำนวนหนึ่งพร้อมกับเศษอิฐและเศษหิน และบันทึกใบลานเก่าแก่ที่ได้บันทึกเกี่ยวกับวิธีการสร้างพระสกุลกำแพงเพชร จึงนำเอาเศษพระกำแพงที่แตกหักมาบดเป็นส่วนผสมในการสร้างพระสมเด็จของท่านจนขึ้นชื่อโด่งดังไปทั่วประเทศ เพราะท่านได้สร้างตามสูตรการสร้างพระซุ้มกอกำแพงเพชร ดังนั้นจะเห็นได้ว่าพระสมเด็จในยุคแรกๆ จะมีลักษณะโค้งมนเหมือนกับพระซุ้มกอเพราะว่าพระซุ้มกอกำแพงเพชรเป็นต้นแบบของพระสมเด็จวัดระฆังนั่นเอง

จะสังเกตุเห็นจุดและก้อนมวลสารแดงๆ นั้นเป็นมวลสารจากพระกำแพงที่แตกหักมาบดเป็นส่วนผสมในองค์พระสมเด็จฯ

นอกจากมวลสารที่มีสีแดงจากพระกำแพงแล้ว จะต้องพิจารณาอีกหลายๆ ด้านประกอบเกี่ยวกับเรื่องมวลสารที่ปรากฏสีแดง ว่านสบู่เลือด คำหมาก ว่านอื่นฯลฯ ตัวแปรต่างๆ เช่นสถานที่เก็บของกรุ อากาศ เวลา เป็นต้น ก็สามารถทำให้เกิดสีได้เช่นกัน นี้เป็นเพียงหลักฐานและเหตุผลหนึ่งในการศึกษาเนื้อของพระสมเด็จวัดระฆังฯ เท่านั้น ขอให้ทุกท่านได้หมั่นศึกษาสังเกตุบ่อยๆ ก็จะเข้าใจในธรรมชาติของเนื้อพระสมเด็จได้

 

สนใจสมัครเรียน กดที่ลิงค์ด้านล่างนี้ หรือโทรสอบถามที่เบอร์ : 086 154 2513 , 092 278 3596 , 094 789

สมัครเรียน

ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ : ฌาน สมเด็จ

การสร้างพระสมเด็จ ของสมเด็จโต

          การสร้างพระของสมเด็จโตเริ่มสร้างตั้งแต่ยังเป็นสามเณร อายุ 17 ปี (พ.ศ. 2348 หรือ รศ. 24) จนกระทั่งปี พ.ศ. 2350 เมื่อได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ จึงได้มีการสร้างพระพิมพ์อย่างเป็นทางการ โดยพระพิมพ์ ของท่านมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมชิ้นฟัก เมื่อท่านได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็น สมเด็จพระพุฒาจารย์ ในปี พ.ศ. 2407 จึงได้เรียกพระพิมพ์นั้นว่า “พระสมเด็จ” ผงและมวลสารที่นำมาใช้ในการสร้างพระสมเด็จในแต่ละคราว ก็มีหลากหลายชนิดขึ้นอยู่ที่สามารถจัดเตรียมมาได้ โดยมีเจตนารมย์เพื่อการสืบทอดพุทธศาสนา ดังนั้น พระที่ผ่านพิธีหลักแต่ละครั้ง จะสร้างเท่าจํานวนพระธรรมขันธ์ คือ 84,000 องค์

ผงและมวลสารต่างๆ ที่นำมาใช้ในการสร้างพระสมเด็จสามารถจำแนกได้ ดังนี้

  1. ผงพุทธคุณทั้ง 5

– ผงกฤติยาคม มีอานุภาพในทางแคล้วคลาดปลอดภัย

– ผงปถมัง มีอานุภาพในทางคงกระพันชาตรี ปกป้องคุ้มครอง

– ผงอิทธิเจ มีอานุภาพในทาง เมตตามหานิยม

– ผงตรีนิสิงเห มีอานุภาพในทางมหาเสน่ห์

– ผงมหาราช มีอานุภาพในทาง มหาอํานาจ เสริมบารมี

  1. ปูนเหลือกหอย หินปูน ปูนเพชรหรือปูนปอร์ตแลนด์
  2. ไม้มงคลต่างๆ ว่านเกษร 108 ฯลฯ
  3. ดินอาถรรพ์ ได้แก่ ดินเจ็ดป่า ดินโป่ง ดินเจ็ดท่า ดินเจ็ดสระ ดินหลักเมือง ฯลฯ
  4. ใบลานคําภีร์ชํารุด ผงถ่านแม่พิมพ์ชํารุด
  5. อาหาร ต่างๆ ที่แบ่งจากการฉันของท่าน เช่นข้าวสุก กล้วยหอมจันทร์ ขนุนสุก ฯลฯ
  6. น้ําพุทธมนต์ต่างๆ
  7. น้ําอ้อยเคี่ยว น้ําผึ้ง ใช้ผสมในยุคต้นถึงยุคกลาง (น้ํามันตังอิ้วใช้ในยุคปลาย)
  8. เศษพระกําแพงแตกหัก
  9. พระธาตุ หินสบู่ รัตนชาติต่างๆ

 

ที่มา : หนังสือจักรพรรดิแห่งพระเครื่อง หนังสือประกอบการเรียนการสอน หลักสูตรการศึกษาพระเครื่องพระสมเด็จ (โต พรหมรังสี) สถาบันการศึกษาทางไกล สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ศูนย์พระเครื่องบารมีสมเด็จโต (อมตะสยาม)

ธรรมชาติเนื้อพระ

พระสมเด็จที่สร้างและปลุกเสกโดยสมเด็จโตนั้น สามารถตรวจสอบอายุได้ ด้วยกระบวนการทางหลักวิทยาศาสตร์ (ฌาน สมเด็จ : จักรพรรดิแห่งพระเครื่อง หนังสือประกอบการเรียนการสอน หน้า 82 บทพิสูจน์พระสมเด็จฯ ตามหลักวิทยาศาสตร์) เพียงแต่ทำความเข้าใจเรื่องธรรมชาติของพระที่ผ่านกาลเวลาจริงๆ กับพระที่ใช้ความร้อนอบให้แห้ง หรือพระที่ทำให้เก่าด้วยกรรมวิธีต่างๆ ให้ละเอียดถี่ถ้วน ก็จะสามารถเข้าใจตามความเป็นจริงได้

เนื้อมันวาว สวยงาม

เนื้อมันวาว นุ่มนวล มีชีวิต เมื่อยามใช้กล้องขยายกำลังสูงส่องดู ชวนให้หลงไหล เหมือนมีมนต์ขลัง แทบไม่อยากจะวางกล้องเลย ความรู้สึกแบบนี้จะเกิดขึ้นกับผู้ที่ได้ส่องพระแท้เท่านั้น ความมันที่เราเห็นอยู่นี้ คือ Calcite การเกิดลักษณะอย่างนี้ได้ จะต้องใช้เวลาที่ยาวนานนับร้อยๆ ปี ผ่านร้อน ผ่านหนาว มาไม่น้อยเลยทีเดียว

นุ่มนวลสบายตา

นุ่มนวลสบายตา ยามได้มอง

เนื้อพระมันวาว นุ่มนวล ฉ่ำด้วยน้ำมันตังอิ๊ว คราบรักน้ำเกลี้ยงมีให้เห็นบางๆ

ที่มา : หนังสือจักรพรรดิแห่งพระเครื่อง หนังสือประกอบการเรียนการสอน หลักสูตรการศึกษาพระเครื่องพระสมเด็จ (โต พรหมรังสี) สถาบันการศึกษาทางไกล สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ศูนย์พระเครื่องบารมีสมเด็จโต (อมตะสยาม)

การศึกษาพระสมเด็จฯ ทางหลักวิทยาศาสตร์

          การศึกษาทางหลักวิทยาศาสตร์ คือ การศึกษาในส่วนกายภาพ (Physical) ได้แก่ การศึกษาเนื้อหา มวลสาร สีผิว การเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติขององค์พระ เมื่อผ่านกาลเวลาเป็นร้อยๆ ปี ลักษณะผลึก “Calcite” หนาบางอยู่ที่ระยะเวลาสร้างมาแล้วกี่ปี หากยาวนานเป็นหลักร้อยๆ ปี จะเกิดผลึกหินปูน หรือ Calcite ซึ่งจะตกผลึกหนาขึ้นตามอายุ และเกิดการงอกซ่อมแซมตัวเองได้ เนื่องจากส่วนผสมหลัก ของพระสมเด็จฯ คือ ปูนเปลือกหอย และปูนเปลือกหอย ก็คือ แร่แคลเซียมคาร์บอเนตนั่นเอง มีทั้งเผา และไม่เผา ธรรมชาติ แคลเซียมคาร์บอเนต เมื่อผ่านกาลเวลาที่ยาวนาน ก็จะเกิดใหม่และเปลี่ยนไปเป็น แคลไซต์ นี่คือวงจรชีวิตของแร่คาร์บอเนต วิทยาศาสตร์จึงสามารถประมาณยุคของพระสมเด็จได้

         เนื้อมวลสาร และผิววรรณะ (Mixture and Color) พระสมเด็จวัดระฆังฯ เป็นการศึกษารายละเอียดของเนื้อหรือมวลสารหลัก และส่วนผสมสําคัญ รวมทั้งการศึกษาลักษณะสีผิวหรือวรรณะที่ปรากฏในองค์พระที่สามารถมองเห็นได้ มวลสารหลักได้แก่ ปูนขาว จากเปลือกหอยเผา ผงพุทธคุณทั้ง 5 (ผงอิทธิเจ ผงปถมัง ผงตรีนิสิงเห ผงมหาราช ผงพุทธคุณ) ผงว่านต่างๆ ผงข้าวสุก ผงเกสร ผงตะไคร์ใบเสมา ผงชานหมาก ผงใบลาน ผงดินสอเหลือง ผงเหล็กไหล ผงตะไบเงิน ตะใบทอง ฯลฯ ลักษณะอ่อนแก่ แตกต่างกันไปตามส่วนผสมของน้ํามัน ประสาน ได้แก่ น้ําอ้อยเคียว น้ําผึ้ง น้ํามัน ตังอิ้ว กล้วยสุก ยางไม้ต่างๆ หรือการลงรักปิดทองเป็นต้น เมื่อนําส่วนผสมต่างๆ มาคลุกเคล้ากัน และพิมพ์เป็นองค์พระออกมาแล้ว จะได้ลักษณะของเนื้อพระที่แตกต่างกันไปในแต่ละคราว ซึ่งมัก เรียกกันว่า หลายพิมพ์หลายเนื้อ นั่นเอง จากการศึกษาลักษณะเนื้อพระสมเด็จวัดระฆัง จําแนกออก เป็น 3 ลักษณะใหญ่ๆ ดังนี้

  1. พระเนื้อละเอียด คือ เนื้อแน่นละเอียด แกร่ง ไม่ค่อยมีมวลสาร เนื่องจากถูกตําหรือบดจน ละเอียด ได้แก่ พระประเภท เนื้อโกเด เนื้อปูนเพชร หรือปูนแกร่ง สีขาวนมข้น ขาวงาช้าง สีเขียว ก้านมะลิ เป็นต้น ซึ่งพระประเภทนี้มักจะสมบูรณ์ สวยงาม คมชัด โดยเฉพาะพระที่ไม่ผ่านการล้างมา ก่อนจะมีคราบน้ําปูนปรากฏชัดเจน คราบน้ําปูน เกิดจากกระบวนการกดเนื้อพระลงแม่พิมพ์ เนื้อพระ แห้งค่อยๆ เซทตัวไล่น้ําออกทางผิวหน้าพระระเหิดหายไป จึงปรากฎคราบฝ้าขาวๆ บางองค์ ผิวหน้าพระ (Surface) ขรุขระคล้ายหนังปลากระเบน ตรงนี้สามารถใช้เป็นจุดพิจารณาพระแท้ได้ เหมือนกัน
  2. พระเนื้อปานกลาง คือ มีมวลสารให้เห็นบ้าง เนื้อมีลักษณะ หนึกนุ่ม มีรอยร้าวหรือแตกราน คล้ายรากผักชี โมเลกุลในการจับตัวไม่แน่น เนื้อข้าวสุกจะออกใสๆ คล้ายแก้ว แต่มีมวลสารให้เห็น จัด เป็นเนื้อนิยม ผิวค่อนข้างฟู สีออกขาวอมเหลือง ดูง่าย และเหมาะกับมือใหม่ใช้เป็นแนวทางการศึกษา
  3. พระเนื้อหยาบ คือ เนื้อที่เรียกว่า “กระยาสารท” แก่เม็ดมวลสาร จับเป็นก้อนๆ มีความห่าง ตัวของเนื้อพระอย่างเห็นได้ชัดเจน ลักษณะเนื้อเหมือนจะไม่ค่อยเข้ากัน เห็นเนื้อพระเป็นจุดๆ ดูแล้วก็ สวยงาม มีเสน่ห์ไปอีกแบบหนึ่ง

วิธีดูธรรมชาติความเก่าของพระสมเด็จมี 2 กรณีดังนี้

  1. ธรรมชาติความเก่าพระใช้ จะเป็นลักษณะดูแล้วเนื้อหนึกนุ่ม เนื่องจากผ่านการสัมผัส
  2. ธรรมชาติความเก่าพระเก็บ จะเป็นลักษณะดูแล้วเนื้อหนึกแกร่ง เนื่องจากเก่าเก็บรักษาเป็น เวลานาน

ทั้งสองกรณีนี้จะมีลักษณะ ยุบ แยก ย่น หด เที่ยว แห้ง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา : หนังสือจักรพรรดิแห่งพระเครื่อง หนังสือประกอบการเรียนการสอน หลักสูตรการศึกษาพระเครื่องพระสมเด็จ (โต พรหมรังสี) สถาบันการศึกษาทางไกล สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ศูนย์พระเครื่องบารมีสมเด็จโต (อมตะสยาม)

การศึกษาพระเครื่องเบื้องต้น

          คนไทยที่เป็นพุทธศาสนิกชน จะคุ้นเคยกับพระเครื่องมาอย่างช้านาน โดยมีบางคนบางกลุ่มมี ความเลื่อมใสศรัทธาในพระเครื่องที่ตนเองชื่นชอบ และพยายามแสวงหามาไว้ในครอบครองเพื่อเป็น เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ รวมทั้งหวังในอํานาจแห่งพระเครื่องที่ตนเลื่อมศรัทธา

พระเครื่อง คืออะไร

          พจนานุกรมนุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2544 ได้ให้ความหมายพระเครื่องว่า พระพุทธรูปองค์เล็กๆ ที่นับถือว่าเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกันอันตราย (ย่อมาจากคํา พระเครื่องราง)

          สารานุกรมเสรี วิกิพีเดียได้ให้ความหมาย พระเครื่องราง หรือที่นิยมเรียกโดยย่อว่า พระเครื่อง หมายถึง พระพุทธรูปขนาดเล็ก สร้างไว้สําหรับบรรจุไว้ในเจดีย์ เพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระพุทธเจ้า อาจจะรวมถึงรูปสมมติขนาดเล็กของพระสงฆ์อริยบุคคล พระโพธิสัตว์ และเทพเจ้าด้วย

          จันทิพย์ คาดประกบ ได้กล่าวถึง “พระเครื่องราง” ว่าหมายถึงพระพิมพ์องค์เล็กๆ สําหรับนําติดตัวไปบูชานั้น คําว่า “พระเครื่อง” ไม่ได้เป็นของที่มีอยู่ในสังคมไทยมาแต่เดิม หากเป็นสิ่งที่พึ่งเกิดขึ้น ในช่วงไม่กี่ร้อยปีมานี้เอง ความนิยมในการพก “พระพิมพ์” ซึ่งสมัยก่อนสร้างขึ้นมาเพื่อหวังว่าจะเป็นเครื่องช่วยประกาศสืบทอดพระศาสนาให้แพร่หลายไปได้อีกหลายพันปี พระพิมพ์เหล่านี้ ได้กลายสถานะ มาเป็นคําว่า พระเครื่อง พระเครื่องนั้นเป็นคําที่ใช้เรียกแทนคําว่า “พระศักรพุทธปฏิมา” ซึ่งเป็นชื่อนาม ที่ใช้เรียกกันในทางอิทธิฤทธิ์กฤตยาคม มิใช่การกําหนดความหมายในทางโบราณคดี

          คําว่า “พระเครื่อง“นั้นสันนิษฐานว่าน่าจะเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ตอนท่านสั่งเครื่องจักรจากยุโรปมาเพื่อผลิตเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกต่าง ๆ และก็มีการผลิตเหรียญของพระเกจิอาจารย์ขึ้น ทําให้ เรียกเหรียญที่ทําเป็นรูปพระเกจิอาจารย์ต่างๆ ซึ่งทํามาจากเครื่องจักรว่า พระเครื่อง ซึ่งปัจจุบันการ เรียกพระองค์เล็กๆ ที่เป็นพระพิมพ์ต่างๆก็จะเรียกกันว่า พระเครื่อง เลยเป็นที่มาของ “พระเครื่อง

ประวัติการสร้างพระเครื่อง

          ประวัติการสร้างพระเครื่องมีมาตั้งแต่สมัยบรรพกาลในยุคประวัติศาสตร์ ไม่แน่ชัดว่าในยุคสมัยใด ข้อมูลที่มีอยู่เป็นแค่ข้อสันนิษฐานตามหลักฐานที่ได้บันทึกไว้ (ที่ปรากฏเป็นหลักฐานในราว พ.ศ.500) ในสมัยโบราณการสร้างพระหรือรูปเคารพนั้นต้องทําด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ มีจุดประสงค์ที่สําคัญทางด้าน การสืบทอดพระพุทธศาสนาและการบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะสร้างโดยพระมหากษัตริย์ หรือผู้นําชั้นปกครอง หรือพระสงฆ์ ผู้มีฌานสมาบัติ เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็นําบรรจุไว้ในประสาทหรือเจดีย์ ปูชนียสถานต่างๆ เพื่อเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนา โดยพระเครื่องในยุคแรกๆ นั้น จะเป็น “พระกริ่ง” หรือ พระไภสัชยคุรุ หรือพระพุทธเจ้าหมอ

 

ที่มา : หนังสือจักรพรรดิแห่งพระเครื่อง หนังสือประกอบการเรียนการสอน หลักสูตรการศึกษาพระเครื่องพระสมเด็จ (โต พรหมรังสี) สถาบันการศึกษาทางไกล สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ศูนย์พระเครื่องบารมีสมเด็จโต (อมตะสยาม)